แชร์

การแบ่งระดับความเสียหายของโครงสร้างอาคารหลังเกิดแผ่นดินไหว | KOH

อัพเดทล่าสุด: 31 มี.ค. 2025
5375 ผู้เข้าชม
การแบ่งระดับความเสียหายของโครงสร้างอาคารหลังเกิดแผ่นดินไหว

การเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอาคาร อาคารเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการประเมินสภาพในเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะกำหนดความปลอดภัยในการกลับเข้าใช้งาน หรือวางแผนการจัดการพื้นที่ และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที กระบวนการสำรวจความเสียหายขั้นต้นนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากจำนวนอาคารที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในแต่ละครั้งมีเป็นจำนวนมาก การสำรวจทั้งหมดในเวลาอันจำกัดจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ประกอบกับการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างมีจำนวนจำกัด การมีบุคลากรที่มีความรู้พื้นฐานด้านช่าง หรือวิศวกรจากสาขาอื่น ๆ เข้ามาช่วยในการสำรวจ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การประเมินความเสียหายขั้นต้นครอบคลุมอาคารทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลความปลอดภัยของอาคาร ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่มีอาคารเสียหายจำนวนมากจากแผ่นดินไหว จึงได้จัดทำแบบสำรวจความเสียหายขั้นต้น และคู่มือการสำรวจความเสียหายขั้นต้นของโครงสร้างอาคาร เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานสำรวจและประเมินความเสียหายอย่างเป็นระบบ

หลักการของการแบ่งระดับความเสียหายขั้นต้น

การแบ่งระดับความเสียหายขั้นต้นของอาคารหลังแผ่นดินไหว เป็นการจัดหมวดหมู่ความเสียหายของอาคารออกเป็น 3 ระดับหลัก เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจสถานการณ์ความปลอดภัยของอาคารได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน แต่ละระดับจะถูกกำหนดด้วยสีที่แตกต่างกันบนป้ายประกาศ ซึ่งช่วยในการสื่อสารสถานะของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสียหาย ข้อจำกัดในการใช้งานอาคาร ป้ายประกาศฯ
ไม่เสียหาย/เสียหายเล็กน้อย ใช้งานอาคารได้ตามปกติ สีเขียว
เสียหายปานกลาง ใช้งานอาคารได้ต่อไป (บางส่วนหรือทั้งหมด) และควรตรวจสอบละเอียด สีเหลือง
เสียหายหนัก/อาจพังถล่มได้ ห้ามใช้งานอาคาร สีแดง

การแบ่งระดับความเสียหายนี้ มีหลักการสำคัญเพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินอาคารแต่ละหลัง ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

หลักเกณฑ์การพิจารณาระดับความเสียหายขั้นต้นของอาคาร

การพิจารณาระดับความเสียหายของอาคารแต่ละหลัง มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้สำรวจสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกัน หลักเกณฑ์เหล่านี้ครอบคลุมถึงลักษณะของความเสียหายที่พบเห็น และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของอาคาร

อาคารไม่มีความเสียหายหรือเสียหายเล็กน้อย (สีเขียว)

อาคารที่อยู่ในระดับนี้ จะถูกพิจารณาว่ายังคงมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับการใช้งานตามปกติ อาคารควรมีคุณสมบัติดังนี้

  • ความสามารถในการรับแรงในแนวดิ่งและแนวข้างไม่ลดลง
  • ไม่มีอันตรายจากการร่วงหล่นของเศษวัสดุ
  • ไม่มีการสูญเสียเสถียรภาพของพื้นดินบริเวณที่ตั้งอาคาร
  • ทางเข้าออกหลักของอาคารสามารถใช้งานได้
  • ไม่พบความเสียหายของระบบท่อน้ำทิ้งที่อาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • ไม่พบสภาพอื่นๆ ที่อาจไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ความเสียหายเล็กน้อยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะ ก็อาจรวมอยู่ในระดับนี้ได้ เช่น รอยแตกร้าวที่ผิวนอกของชิ้นส่วนโครงสร้างที่ไม่เสี่ยงต่อการร่วงหล่น หรือส่วนประกอบอาคารที่หลุดร่วงลงมาแล้วและไม่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม เจ้าของอาคารควรตระหนักว่า แม้จะได้รับการประเมินว่าปลอดภัย แต่ก็ควรเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น หากมีแผ่นดินไหวตาม (aftershock)

อาคารมีความเสียหายในระดับปานกลาง (สีเหลือง)

การประเมินอาคารในระดับนี้อาจมีความซับซ้อน เนื่องจากเป็นระดับที่อยู่ระหว่างอาคารที่ใช้งานได้ตามปกติ และอาคารที่ไม่ปลอดภัย

อาคารในกลุ่มนี้ยังสามารถใช้งานต่อไปได้ แต่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ

อาจจำเป็นต้องมีการจำกัดการใช้งานอาคารในบางพื้นที่ เพื่อป้องกันอันตรายจากชิ้นส่วนที่อาจร่วงหล่น

ผู้สำรวจต้องระบุข้อจำกัดในการใช้งานอาคารให้ชัดเจน ทั้งในแบบสำรวจและป้ายประกาศ

พื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยควรมีการกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน

หากมีการซ่อมแซมชั่วคราว เช่น การติดตั้งค้ำยัน ก็ควรพิจารณาว่าอาคารยังอยู่ในระดับความเสียหายปานกลาง เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายสิ่งค้ำยัน

อาคารมีความเสียหายอย่างรุนแรง (สีแดง)

อาคารในระดับนี้มีความเสียหายที่รุนแรง และอาจเกิดการพังถล่มได้ หากมีเหตุการณ์อื่น ๆ ตามมา เช่น แผ่นดินไหวตาม

อาคารจะถูกห้ามไม่ให้ใช้งานโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ลักษณะความเสียหายที่ใช้พิจารณาว่าอาคารอยู่ในระดับนี้ ได้แก่

  • สภาพโดยรอบอาคารที่อาจเป็นอันตราย เช่น อาคารข้างเคียงที่เสี่ยงต่อการพังถล่ม, ดินถล่ม, น้ำท่วมฉับพลัน
  • การรั่วไหลของแก๊ส หรือความเสียหายของสายไฟฟ้า
  • รอยแตกร้าวขนาดใหญ่บนพื้นดิน หรือการเอียงตัวของอาคาร
  • การพังถล่มของผนังรับน้ำหนัก หรือโครงสร้างหลังคา
  • ความเสียหายอย่างหนักของเสา คาน หรือจุดเชื่อมต่อ
  • การเคลื่อนตัวระหว่างชั้นที่เห็นได้ชัด
  • ความเสียหายอย่างหนักของฐานราก

อย่างไรก็ตาม อาคารที่ได้รับป้ายแดง อาจไม่จำเป็นต้องถูกรื้อถอนเสมอไป การดำเนินการต่อไปจะขึ้นอยู่กับการประเมินโดยละเอียดของวิศวกร

การติดป้ายประกาศระดับความเสียหายขั้นต้น

การติดป้ายประกาศระดับความเสียหาย เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสื่อสารข้อมูลความปลอดภัยของอาคารให้แก่เจ้าของอาคาร ผู้ใช้งาน และประชาชนทั่วไป เพื่อให้การติดป้ายประกาศมีประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติดังนี้

  • ใช้ปากกาหมึกถาวรในการกรอกข้อมูลบนป้ายประกาศ เพื่อป้องกันการเลือนหายของข้อมูล
  • ติดป้ายประกาศในบริเวณที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ใกล้ทางเข้าอาคาร
  • หากอาคารมีทางเข้าหลายทาง ควรติดป้ายประกาศที่ทุกทางเข้า
  • ถ่ายรูปป้ายประกาศที่ติดแล้ว เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล
  • อาคารแต่ละหลังควรได้รับป้ายประกาศในระดับเดียวกันทั้งหลัง แม้ว่าจะมีส่วนที่ใช้งานแตกต่างกัน

การเปลี่ยนระดับของป้ายประกาศระดับความเสียหายขั้นต้น

ในบางสถานการณ์ อาจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระดับความเสียหายของอาคาร ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนป้ายประกาศ การเปลี่ยนแปลงนี้ควรดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น เหตุผลในการเปลี่ยนป้ายประกาศอาจมีดังนี้

  • เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในการประเมิน หรือมีผู้ร่วมประเมินที่มีความเห็นแตกต่าง
  • เป็นผลจากการเกิดแผ่นดินไหวตามอย่างรุนแรง (ในกรณีนี้ ป้ายประกาศใหม่ต้องระบุวันที่ตรวจสอบใหม่)
  • ตรวจพบความเสื่อมสภาพของเสถียรภาพของพื้นดินในภายหลัง เช่น การทรุดตัวของอาคาร

ในบางกรณี อาจเป็นการเปลี่ยนระดับความเสียหายไปในทิศทางที่น้อยลง เช่น หลังจากการซ่อมแซมชั่วคราวที่ทำให้อาคารมีความปลอดภัยมากขึ้น ในกรณีนี้ วิศวกรที่ทำการซ่อมแซมควรทำหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการประเมินอาคาร

การมีระบบการแบ่งระดับความเสียหายที่ชัดเจน และการดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง จะช่วยให้การจัดการกับสถานการณ์หลังแผ่นดินไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ข้อมูลจาก : กรมโยธาธิการและผังเมืองกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2560


บทความที่เกี่ยวข้อง
เจาะลึก 10 นวัตกรรมแห่งอนาคตของวัสดุก่อสร้างที่ไม่ควรพลาด
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมก่อสร้างก็ไม่หยุดยั้งในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความยั่งยืน ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย นวัตกรรมในวัสดุก่อสร้างนั้นมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญ เช่น การลดปริมาณขยะจากการก่อสร้าง การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน วัสดุก่อสร้างที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยไม่เพียงช่วยให้โครงการมีคุณภาพสูงขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการอีกด้วย ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกถึง 10 นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่น่าจับตามองในอนาคต พร้อมทั้งประโยชน์และการใช้งาน เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้รับเหมาได้เห็นภาพรวมของวัสดุที่จะมามีบทบาทในอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่
14 พ.ย. 2024
ไอเดียรีโนเวทบ้าน ปี 2568
อัปเดตไอเดียรีโนเวทบ้าน ปี 2568 ปรับปรุงบ้านให้สวย ทันสมัย ใช้งานได้คุ้มค่า พร้อมเทรนด์การตกแต่งและวัสดุก่อสร้างที่ช่วยเพิ่มมูลค่าบ้านของคุณ
4 ก.พ. 2025
ผู้รับเหมาคือใคร? แบ่งออกได้กี่ประเภท? หน้าที่หลักของผู้รับเหมา?
"ผู้รับเหมา" หมายถึงบุคคลหรือบริษัทที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานก่อสร้างหรือปรับปรุงโครงการต่าง ๆ ตามข้อตกลงที่ได้รับจากเจ้าของโครงการ โดยทั่วไป ผู้รับเหมาจะดูแลทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการวัสดุ แรงงาน การวางแผนเวลา และการตรวจสอบคุณภาพงาน เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการจะเสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนดและอยู่ภายใต้งบประมาณที่ตั้งไว้ ผู้รับเหมามีบทบาทสำคัญในกระบวนการก่อสร้าง เนื่องจากพวกเขามีความรับผิดชอบในการบริหารจัดการทั้งในด้านเทคนิคและด้านการจัดการโครงการ ทำให้เจ้าของโครงการสามารถมั่นใจได้ว่างานจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและตรงตามข้อกำหนด
18 ก.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้